ผู้ที่ศึกษาพระธรรม เมื่อปัญญาเจริญขึ้นจากการฟังพระธรรมไม่ว่าจะเป็นส่วนใด ทั้งพระสูตร พระวินัย พระอภิธรรม เมื่อปัญญาเจริญขึ้น กุศลประการต่างๆ ก็เจริญขึ้นด้วย
แยกรูปแยกนาม
พระพุทธองค์ ได้ทรงแสดงหนทางการดับกิเลสไว้ คืออริยมรรคมีองค์ ๘ หรือสติปัฏฐาน สติปัฏฐาน ๔ คือการรู้ลักษณะของสภาพธรรม ที่เป็นรูปและนามตามความเป็นจริงว่า เป็นธรรมไม่ใช่เรา เมื่อปัญญาเจริญขึ้น จนถึงปัญญาที่แทงตลอดสภาพธรรม ที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม แยกนามและรูป จากกันด้วยปัญญา ที่เป็นปัญญาระดับวิปัสสนาญานคือ นามรูปปริจเฉทญาน ซึ่งเป็นการแยกรูปและนามขาดจากกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งก่อนจะถึงนามรูปปริจเฉทญาน การอบรมปัญญา เพื่อถึงตรงนั้น ก็โดยเริ่มจากการฟังให้เข้าใจ ในเรื่องของสภาพธรรมว่า ธรรมคืออะไร จนเป็นปัจจัยให้ สติและปัญญาเกิด รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่มีจริงในขณะนี้ว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา จนทั่วทั้ง ๖ ทวาร และเมื่อสติเกิดบ่อยๆ จนถึงจุดที่ปัญญาแก่กล้า นามรูปปริจเฉทญาน ที่แยกรูปและนาม ก็จะเกิดขึ้น เพราะอาศัยการที่สติปัฏฐานเกิดบ่อยๆ นั่นเอง แต่ไม่ใช่เกิดจากการนึกคิด หรือเข้าใจว่าสติปัญญาเกิด หรือจะแยกรูปนามได้ด้วยการเดินจงกรม หรือการนั่งสมาธิ เพราะขณะที่สติปัฏฐานเกิด ก็เป็นการเพิกบัญญัติ ซึ่งสามารถเกิดได้ ในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องไปนั่งสมาธิ และเดินจงกรม
การเจริญสติปัฏฐานที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมที่เป็นนามธรรม และรูปธรรม ก็คือการรู้ลักษณะของสภาพธรรมตามความเป็นจริง ที่กำลังเกิดขึ้นเป็นไป หนทางที่ถูกต้อง คือการไม่ใช่จะบังคับไม่ให้สภาพธรรมใดเกิด แต่เป็นการเข้าใจสภาพธรรมที่เกิดแล้วว่าเป็นธรรม และบังคับไม่ได้ ควรอบรมเหตุ คือการฟังศึกษาพระธรรมต่อไป ปัญญาจะเกิดทำหน้าที่รู้ลักษณะของสภาพธรรมเอง เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม แต่เมื่อใดที่จะทำ เมื่อนั้นก็ผิดทางทันที
ธรรมเป็นสิ่งที่มีจริง ๆ ไม่พ้นไปจากชีวิตประจำวัน มีธรรมอยู่ตลอดไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ไม่ว่าเป็นในขณะใดก็ตาม ก็คือธรรม แต่ไม่รู้ว่าเป็นธรรม จนกว่าจะได้เริ่มฟังพระธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงให้เข้าใจจริง ๆ ธรรม มี ๒ ประเภทใหญ่ ๆ คือ สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม (จิต เจตสิก และพระนิพพาน) ความรู้สึกประการต่างๆ ไม่ว่าจะดีใจ เสียใจ เฉย ๆ ก็คือนามธรรม ในส่วนที่เป็นเจตสิกธรรม ที่จะต้องเกิดกับจิต ตามควรแก่จิตประเภทนั้น ๆ และสภาพธรรมอีกประเภทหนึ่งคือ รูปธรรม เป็นสภาพธรรมที่มีจริง ๆ แต่ไม่รู้อะไรเลย เช่น สี เสียง กลิ่น รส เป็นต้นในขั้นแรก ไม่ใช่การแยกรูปแยกนาม แต่ต้องเริ่มที่สะสมความเข้าใจถูกเห็นถูกในเรื่องของสภาพธรรมที่มีจริง ๆ ในขณะนี้ก่อน ไม่ขาดการฟังพระธรรมเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ค่อยๆ ฟัง ค่อยๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ เพราะปัญญาจะมากได้ เจริญขึ้นมากได้ ก็มาจากการสะสมไปทีละเล็กทีละน้อย สิ่งที่มีจริง สามารถรู้ตามความเป็นจริงได้ เมื่อมีความเข้าใจที่ค่อย ๆ เจริญขึ้น.